โครงสร้าของดวงอาทิตย์
 
*องค์ประกอบทั้งหมดของดวงอาทิตย์นั้นประกอบไปด้วยไฮโดรเจน 71 เปอร์เซนต์(โดยน้ำหนัก) และ ฮีเลียม 27 เปอร์เซนต์ ดวงอาทิตย์มีโครงสร้างภายในที่แบ่งออกได้เป็น 3 ชั้น โดยแต่ละชั้นนั้นอาจมีขอบเขตการแบ่งจากกันได้ไม่ชัดเจนนัก แกนกลางของดวงอาทิตย์ที่มีอุณหภูมิสูงถึง 15 ล้านองศาเซลเซียสจะเป็นชั้นที่เกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันโดยเปลี่ยนอะตอมของไฮโดรเจนไปเป็นฮีเลียมด้วยอัตรา 4.4 ล้านตันต่อวินาที ซึ่งปฏิกิริยานิวเคลียร์ดังกล่าวจะปลดปล่อยพลังงานปริมาณมหาศาลในรูปของโฟตอนที่แผ่รังสีแม่เหล็กไฟฟ้าออกมาจากแกนกลางผ่านชั้นถัดมาของดวงอาทิตย์ที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าเล็กน้อยคือชั้นเขตแผ่รังสีความร้อน
*เขตแผ่รังสีความร้อน (radiative zone) จะมีอุณหภุมิประมาณ 5 ล้านองศาเซลเซียส โดยพลังงานจากแกนกลางของดวงอาทิตย์จะใช้เวลากว่า 1 ล้านปีในการเดินทางผ่านเขตแผ่รังสีความร้อนนี้ออกมายังส่วนนอกสุดของดวงอาทิตย์ ส่วนโครงสร้างชั้นนอกสุดของดวงอาทิตย์คือ เขตพาความร้อน (convective zone) ซึ่งชั้นนี้จะเริ่มตั้งแต่พื้นผิวที่มองเห็นของดวงอาทิตย์ลงไปจนความลึก 200000 กิโลเมตร พลังงานจะส่งผ่านชั้นนี้ออกไปยังพื้นผิวของดวงอาทิตย์โดยการพาความร้อน
*ชั้นบรรยากาศ พื้นผิวของดวงอาทิตย์ที่ปรากฏให้เราเห็นเรียกว่าชั้นโฟโตสเฟียร์ (photosphere) เป็นชั้นที่แสงสว่างถูกปลดปล่อยออกมาจากดวงอาทิตย์สู่อวกาศ ชั้นโฟโตสเฟียร์นี้อาจมีความหนาเป็นสิบถึงหลายร้อยกิโลเมตร โดยส่วนบนสุดจะมีอุณหภูมิที่ต่ำกว่าส่วนที่อยู่ลึกลงไปทำให้เมื่อเราถ่ายภาพดวงอาทิตย์จะเห็นบริเวณขอบของดวงอาทิตย์มีความสว่างน้อยกว่าส่วนที่อยู่บริเวณตรงกลาง บริเวณบางส่วนของชั้นโฟโตสเฟียร์นั้นอาจมีอุณหภูมิที่ต่ำกว่าบริเวณรอบข้างซึ่งทำให้ปรากฏเป็นจุดดำบนดวงอาทิตย์ (sunspots) โดยจุดดำบนดวงอาทิตย์เหล่านี้ไม่ใช่ลักษณะที่มีอยู่อย่างถาวรมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างและขนาดได้ สามารถเกิดขึ้นและสลายตัวได้ตลอดเวลา จุดเหล่านี้อาจจะมองเห็นเป็นจุดดำแต่แท้ที่จริงแล้วบริเวณเหล่านี้มันมีอุณหภูมิสูงถึง 4300-4800 องศาเซลเซียส (ซึ่งเย็นกว่าบริเวณอื่นๆ ที่มีอุณหภูมิประมาณ 5500 องศาเซลเซียส)
*ชั้นบรรยากาศของดวงอาทิตย์อยู่ถัดจากชั้นโฟโตสเฟียร์ขึ้นไปคือชั้นโครโมสเฟียร์ (chromosphere) เป็นชั้นที่มีความหนา 2000 กิโลเมตร ที่บริเวณบนสุดของชั้นนี้จะมีอุณหภูมิประมาณ 20000 องศาเซลเซียส เหนือขึ้นไปจากชั้นโครโมสเฟียร์จะเป็นเขตเปลี่ยนผ่าน (transition region) ซึ่งเป็นชั้นบางๆ มีความหนาประมาณ 200 กิโลเมตร ชั้นนี้จะมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากชั้นบนสุดของชั้นโครโมสเฟียร์ที่มีอุณหภูมิประมาณ 20000 องศาเซลเซียสไปเป็นอุณหภูมิกว่า 1 ล้านองศาเซลเซียสที่บริเวณบนสุดของชั้นนี้ซึ่งเชื่อมต่อกับชั้นโคโรนา (corona) ของดวงอาทิตย์
*ชั้นโคโรนาเป็นชั้นบรรยากาศนอกสุดของดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นบริเวณที่มีปริมาตรมากกว่าปริมาตรของดวงอาทิตย์เสียอีก โคโรนาจะขยายไปในอวกาศในรูปแบบของลมสุริยะ (solar wind) ซึ่งเป็นอนุภาคความเร็วสูงที่ถูกปล่อยมาจากดวงอาทิตย์ทุกทิศทุกทางตลอดเวลา อุณหภูมิเฉลี่ยของโคโรนาและลมสุริยะคือประมาณ 1-2 ล้านองศาเซลเซียส แต่อย่างไรก็ตามส่วนที่ร้อนที่สุดอาจมีอุณหภูมิถึง 8-20 ล้านองศาเซลเซียส

ดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์สีเหลือง ชนิดสเปกตรัม G2 อุณหภูมิผิวประมาณ 6,000 เคลวิน มีองค์ประกอบ ส่วนใหญ่เป็นไฮโดรเจน แต่เนื่องจากมีองค์ประกอบต่างๆ ที่ได้มาจากเนบิวลาใหม่ แสดงว่ามีอายุปานกลาง ประมาณ 5,000 ล้านปีมาแล้ว และจะมีอายุต่อไปอีกประมาณ 5,000 ล้านปีจึงจะกลายเป็นดาวแคระดำในที่สุด นอกจากนี้พลังงานจากดวงอาทิตย์ส่งมายังโลก 2 รูปแบบ คือ
 
1. พลังงานที่มีผลต่อโลกทันที ได้แก่ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในสเปกตรัมช่วงต่างๆ เช่น แสง รังสี อินฟราเรด (ความร้อน) รังสีอัลตราไวโอเลต เป็นต้น คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเหล่านี้จะเดินทางจากดวงอาทิตย์มาถึง โลกในเวลา 8.3 นาที แสงและความร้อนจะเดินทางผ่านบรรยากาศมายังโลกเป็นส่วนมาก ช่วยให้เกิดการ มองเห็น ให้พลังงานความร้อน และช่วยในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืชที่เป็นผู้ผลิตในโซ่อาหาร ส่วนรังสีอัลตราไวโอเลตส่วนใหญ่จะถูกกั้นด้วยโอโซนในบรรยากาศชั้นไอโอโนสเฟียร์ รังสีนี้ช่วยทำให้สาร ergosterol ใต้ผิวหนังเปลี่ยนเป็นวิตามินดี แต่ถ้าร่างกายรับมากเกินไปอาจเกิดโรคมะเร็งที่ผิวหนังได้
2. พลังงานที่มีผลต่อโลกภายหลัง ได้แก่ อนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าซึ่งเรียกว่า ลมสุริยะ มีความเร็วต่ำ เดินทางมาถึงโลกภายหลังการระเบิดจ้าบนดวงอาทิตย์ประมาณ 20240 ชั่วโมง ลมสุริยะที่เกิดจะทำให้อุณหภูมิของบรรยากาศสูงขึ้น อุณหภูมิของบรรยากาศที่สูงขึ้นนี้จะต้านการเคลื่อนที่ของยานอวกาศที่อยู่ในระดับต่ำ ทำให้ยานอวกาศเคลื่อนที่ช้าลง ถ้าไม่ปรับให้ระดับสูงขึ้น ยานอวกาศจะตกสู่พื้นโลกได้ นอกจากนั้นยังทำให้เกิดสนามไฟฟ้ารบกวนการทำงานของระบบอิเล็กทรอนิกส์ รบกวนการส่งจ่ายกระแสไฟฟ้าและการสื่อสาร ทำให้การส่งคลื่นวิทยุและระบบนำร่องถูกตัดขาด ทำให้หม้อแปลงไฟฟ้าในประเทศที่อยู่ใกล้ขั้วโลกระเบิด และมีผลทำให้เกิดแสงเหนือ2แสงใต้ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจากอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าจากดวงอาทิตย์เข้าสู่บรรยากาศของโลกทางขั้วโลกทั้งสอง และชนกับอะตอมของแก๊สเฉื่อยที่มีอยู่เบาบางเกิดการเรืองแสงขึ้นมา เห็นเป็นแสงสีต่างๆ เรืองรองบนท้องฟ้าบริเวณขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ การระเบิดจ้าบนดวงอาทิตย์เป็นการปะทุขึ้นอย่างฉับพลันของพลังงานบนดวงอาทิตย์ ทำให้เกิดรังสีและอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าเคลื่อนที่ออกสู่อวกาศ และมีผลทำให้เกิด จุดสว่าง (sunspot) บนดวงอาทิตย์ จุดสว่างจะเกิดมากที่สุดทุกๆ 11 ปี ช่วงที่เกิดการระเบิดจ้ามากจะเห็นจุดสว่างมากด้วย และเป็นช่วงที่อนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าเกิดมากกว่าปกติและมีอัตราเร็วมากกว่าลมสุริยะ เรียกว่า พายุสุริยะ
 
ที่มา : http://www.krugoo.net/archives/category/โลก-ดาราศาตร์และอวกาศ/บทที่7-ระบบสุริยะ/ดวงอาทิตย์

Comment

Comment:

Tweet

#2 By สติ๊กเกอร์ไลน์ (183.89.83.82|183.89.83.82) on 2014-11-28 07:06

#1 By ผฟผฟผฟ (103.7.57.18|182.93.211.100) on 2012-12-25 14:49